แหล่งท่องเที่ยว


ข้อมูลสถานที่
วัดท่าช้าง ตั้งอยู่ที่ตำบลเนินมะกอกอยู่ห่างจากตัวอำเภอประมาณ ๒ กิโลเมตร ภายในวัดมีพระพุทธรูปหินเก่าแก่คู่บ้านเมือง หลางพ่อหินเป็นพระพุทธรูปแบบทวารวดียุคต้น ปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ที่มณฑปหลังใหญ่ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สูงจากฐานถึงบอดมลฑป ๕๐ เมตร ลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมประยุกต์ภายในมีรูปปั้นช้างพลายนิมิตรซึ่งเชื่อกันว่าเป็นช้างพลายงาเนียม ขี้หอม พรานสรรพยาคล้องได้ที่เมืองภูมิ และนำมาลงแพที่ฝั่งแม่น้ำน่านในบริเวณนี้ เพื่อนำไปถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นที่มาของชื่อวัดท่าช้าง หลวงพ่อหิน เป็นพระพุทธรูปที่สลักด้วยหินทรายปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยทวาราวดียุคต้น เพราะพระพุทธรูปสมัยนี้มักสลักด้วยหินทราย สัดส่วนไม่สมบูรณ์และสวยงามเป็นพิเศษ เฉพาะพระเศียรเมื่อครั้งที่ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เสด็จกลับจากวัดหิรัญญาราม ได้แวะนมัสการหลวงพ่อหิน ที่วัดการ้อง พระองค์ทรงพอพระทัยหลวงพ่อหินมาก เห็นเศียรหลวงพ่อหินหักตกอยู่ จึงขอเศียรหลวงพ่อหินไปไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ ต่อมาราวปี พ.ศ. 2480 ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างเศียรหลวงพ่อหินต่อเติมขึ้นใหม่ แล้วนำหลวงพ่อหินมาประดิษฐานยังวัดท่าช้าง พร้อมทั้งสร้างวิหารให้ด้วย วิหารหลังเก่าตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่านด้านทิศตะวันออก ปัจจุบันมีการสร้างมณฑปหลังใหม่ มีความสวยงามมาก มูลค่า 13,000,000 บาท เพื่อประดิษฐานหลวงพ่อหิน การก่อสร้างในครั้งนี้ ได้รับเงินบริจาคด้วยแรงศรัทธาของประชาชนชาวอำเภอบางมูลนากและอำเภอใกล้เคียง ที่มีความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อหิน จนชาวบ้านนิยมไปนมัสการและบนบาน เพื่อให้ได้ในสิ่งที่ต้องการ และเมื่อประสบความสำเร็จก็จะนำหัวหมู ไก่ ทองคำเปลว มาลัย ดอกไม้ และอื่น ๆ ไปถวายอยู่เสมอมิได้ขาด

ลักษณะเด่น
– หลวงพ่อหิน
ประวัติ
เป็นวัดที่มีพระพุทธรูปโบราณที่แกะสลักจากหิน มีความศักดิ์สิทธ์และเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้จะได้เดินชมรูปปั้นช้างพ่อพลายนิมิตพร้อมครอบครัวซึ่งเป็นตำนานเล่าขานของวัดท่าช้าง

ศาลเจ้าพ่อแก้ว อ.บางมูลนาก
“ศาลเจ้าพ่อแก้ว” เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่คนบางมูลนาก ทั้งคนไทยเชื้อสายจีน และคนไทยแท้ต่างให้การเคารพนับถือเป็นอย่างมาก
ประวัติของ “ศาลเจ้าพ่อแก้ว” เกิดจากชาวจีนชื่อนายห้อย แซ่ลี้ เป็นผู้พบเจ้าพ่อซึ่งเป็นไม้แกะสลักลอยมาในแม่น้ำน่าน จึงได้นำขึ้นมาตั้งไว้ริมแม่น้ำราวปี พ.ศ.2477  ต่อมาชาวบางมูลนากได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าเล็ก ๆ ขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานของเจ้าพ่อแก้ว ภายหลังได้ปรับใหม่เป็นศาลขนาดเล็กมีบันได 5 ขั้น สามารถเข้าไปสักการะได้ครั้งละ 4-5 คน แต่เมื่อปี พ.ศ.2492 เกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ในตลาดบางมูลนาก ศาลเจ้าแห่งนี้ถูกเพลิงไหม้ไปด้วย จึงได้เชิญเจ้าพ่อแก้วไปประดิษฐานชั่วคราวที่โรงเรียนโถงจื้อ (เก่า) และด้วยความศรัทธาของชาวบางมูลนากที่มีต่อเจ้าพ่อแก้ว จึงได้ร่วมกันสร้างศาลเจ้าพ่อแก้วแห่งใหม่ที่มีขนาดใหญ่และสะดวกต่อการสักการะเจ้าพ่อแก้ว และอันเชิญเจ้าพ่อแก้วไปประดิษฐาน ณ ศาลเจ้าพ่อแก้วหลังใหม่ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ.2550 และในปี พ.ศ.2563 ชาวบางมูลนากได้ร่วมกันบูรณะศาลเจ้าพ่อแก้วหลังเก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศาลเจ้าพ่อแก้ว
ศาลเจ้าพ่อแก้วปัจจุบันเป็นอาคาร 2 ชั้นสวยงาม วิจิตรตระการตา มีพื้นที่กว้างขวาง ซุ้มประตูเข้ารตกแต่งตามความเชื่อของชาวจีน ประตูทางเข้ามีรูปวาดขององค์รักษ์ทั้ง 2 บาน ชั้น 2 เป็นที่ประดิษฐานองค์เจ้าพ่อแก้ว ด้านขวามือ มีองค์เจ้าแม่กวนอิม พันกร สีขาว ตั้งอยู่บนแท่นประทับ ด้านซ้ายมือ จะมีองค์เทพเจ้าแห่งโชคลาภให้กราบไหว้ ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองบางมูลนาก ใกล้ที่ว่าการอำเภอบางมูลนาก

วัดห้วยเขน
วัดห้วยเขน ตั้งอยู่ที่ตำบลห้วยเขน อำเภอบางมูลนาก อยู่ห่างจากอำเภอประมาณ 8 กม. ไปตามถนนสายบางมูลนาก-วังงิ้ว ภายในวัดมี โบสถ์เก่าซึ่งกรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนอนุรักษ์ไว้ ภายในโบสถ์มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าโบราณที่ยังคงเอกลักษณ์แบบ เดิมไว้โดย ไม่ได้มีการบูรณะหรือเพิ่มเติมใดๆ ศิลปกรรมฝาผนัง สร้างในราว  80  ปีมาแล้ว ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เรื่องราวที่ปรากฏบน ฝาผนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ และทศชาติชาดก ด้านหลังพระประธานในพระอุโบสถ เป็นเรื่องพระเวสสันดรทั้งหมด ส่วนเรื่องของพุทธประวัติอยู่เหนือระดับหน้าต่างด้านซ้าย และตอนล่างระดับหน้าต่างด้านซ้าย แต่ส่วนล่างปูนกระเทาะเสียหายมาก จนเห็นแผ่นอิฐ เป็นศิลปกรรมที่งดงามมาก มีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมผสานบ้างเล็กน้อย จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ผู้เขียนภาพมีชื่อว่า “ทั่ง” ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน
การเดินทางจากจากอำเภอบางมูลนาก ไปตามทางหลวงแผ่นดินจังหวัด สายบางมูลนาก – วังงิ้ว ถนนลาดยาง ไปทางตะวันออกเป็น ระยะทางประมาณ 9 กิโลเมตร หลังจากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าถนนลูกรัง ระยะทางประมาณ 900 เมตร ก็ถึงวัดห้วยเขน
ภาพจิตรกรรมฝาผนัง
ภาพจิตรกรรมฝาผนังเก่าโบราณที่ยังคงเอกลักษณ์แบบ เดิมไว้โดย ไม่ได้มีการบูรณะหรือเพิ่มเติมใดๆ ศิลปกรรมฝาผนัง สร้างในราว  80  ปีมาแล้ว ตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 5 เรื่องราวที่ปรากฏบน ฝาผนังเป็นเรื่องเกี่ยวกับพระพุทธประวัติ และทศชาติชาดก ด้านหลังพระประธานในพระอุโบสถ เป็นเรื่องพระเวสสันดรทั้งหมด ส่วนเรื่องของพุทธประวัติอยู่เหนือระดับหน้าต่างด้านซ้าย และตอนล่างระดับหน้าต่างด้านซ้าย แต่ส่วนล่างปูนกระเทาะเสียหายมาก จนเห็นแผ่นอิฐ เป็นศิลปกรรมที่งดงามมาก มีอิทธิพลจากตะวันตกเข้ามาผสมผสานบ้างเล็กน้อย จากการสอบถามชาวบ้านทราบว่า ผู้เขียนภาพมีชื่อว่า “ทั่ง” ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน

ศูนย์ชัยพัฒนาการเกษตร สิรินธร
ศูนย์ชัยพัฒนาการเกษตร สิรินธร ตั้งอยู่ที่บ้านสะพานยาว หมู่ที่ 11 ตำบลเนินมะกอก มีพื้นที่ 91 ไร่ 2 งาน 44 ตารางวา ซึ่งนางจรัสศรี จินดาสงวน ได้ทูลเกล้าถวายให้มูลนิธิศูนย์ชัยพัฒนา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับพระราชานุญาต โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรกรรมตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง และด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ลักษณะการดำเนินงานของศูนย์ชัยพัฒนาการเกษตร สิรินธร แบ่งออกเป็น 13 กิจกรรมได้แก่ จุดการเรียนรู้การปลูกผัก เพราะเห็ด ปลูกพืชสมุนไพร เลี้ยงปลาดุกในบ่อพลาสคิก เลี้ยงกบ สวนผักสมุนไพรพื้นบ้าน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว เพราะพันธุ์ปลานิล เพาะพันธุ์ปลาสวยงามและปลากัด การเลี้ยงโคนม พันธุ์ไม้ผล และกิจกรรมระบบชลประทานภายในศูนย์ฯ

โพธิ์สีชมพูจะงามมากช่วงเข้าพรรษา… ภาพล่าสุด ออกพรรษาแล้ว ก็มีร่วงโรยไปเยอะ
แต่ก็ยังมีใบอ่อน ปะปนกับใบแก่ สีชมพู สีขาว สลับกันไป งดงามไปอีกแบบหนึ่งนะครับ ที่ วัดโพธิ์ทอง ต.เนินมะกอก อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร
ภาพถ่าย โพธิ์สีชมพู วัดโพธิ์ทอง ต.เนินมะกอก อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ตุลาคม 2563


สถานที่ท่องเที่ยวพิจิตร
สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย
วันเปิดทำการ: ทุกวัน
เวลาเปิดทำการ: 08.00 – 17.00 น.

 
วัดสุขุมาราม พระนอน เป็นองค์พระที่ยาวที่สูดในเขตภาคเหนือ ยาวประมาณ 50 เมตร อยู่บริเวณวัดสุขุมาราม (วัดใหม่) หมู่ที่ 11 ตำบลวังตะกู โดยมีพระครูวิจารณ์วิหารกิจ เจ้าอาวาสวัดสุขุมาราม เป็นผู้ดูแล
 
วัดสุขุมาราม ตั้งอยู่เลขที่ 236 บ้านวังตะกู หมู่ที่ 11 ตำบลวังตะกู อำเภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตร สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 13 ไร่ 2 งาน 25 ตารางวา มีอาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินเลขที่ 163 ทิศใต้และทิศตะวันออกติดต่อกับคลองวังกรด ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินเลขที่ 163
 
พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม มีอาคารเสนาสนะต่าง ๆ คือ อุโบสถกว้าง 6 เมตร ยาว 24 เมตร สร้างพ.ศ. 2516 ศาลาการเปรียญ กว้าง 16 เมตร ยาว 32 เมตร สร้าง พ.ศ.2506หอสวดมนต์กว้าง 25 เมตร ยาว 35 เมตร สร้าง พ.ศ. 2519 กุฏีสงฆ์ ศาลาพระพุทธ ศาลาประดิษฐานหลวงพ่อเขียน กุฏีเจ้าอาวาสวัดหลังใหม่ พระพุทธไสยาสน์ขนาดใหญ่ ศาลาธรรมทาน หอกลอง เจดีย์พระโพธิญาณ หลวงปู่ปาน วัดบางนมโค จังหวัดอยุธยา เมรุ
 
วัดสุขุมาราม ระยะแรกเริ่มสร้างวัด เรียกกันหลายชื่อว่า “วัดอโศการาม” หรือ วัดใหม่วังตะกู” หรือ “วัดใหม่” โดยมี นางสุ่น (สกุลเดิม “สุขุมานนท์”) พฤกษะวัน และนายแพทย์พยุง กลันทกพันธ์ บริจาคที่ดินให้สร้างวัด มีปูชนียวัตถุ คือ พระพุทธรูปประธาน หน้าตักกว้าง 3 ศอก 9 นิ้ว และพระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร เททองหล่อที่วัดสุขุมาราม วันท่ 16 เมษายน 2517 ประดิษฐานในอุโบสถ พระพุทธชินราชจำลองว ประดิษฐานในหอกัมมัฏฐาน และพระพุทธรูปอื่น ๆ อีก จำนวน 23 องค์ เปิดสอนพระปริยัติธรรมแผนกธรรม ตั้งแต่ พ.ศ. 2506
 
และในปัจจุบันนี้ พระครูวิจารณ์วิหารกิจ เจ้าอาวาสวัดสุขุมาราม องค์ปัจจุบัน ได้ดำเนินการก่อสร้าง พระพุทธไสยาส์น ขนาด ความยาว 25 วา เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา วันที่ 5 ธันวาคม 2554 อีกทั้งยังเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม เป็นสวนสาธารณะสำหรับออกกำลังกายและผักผ่อนหย่อนใจ รวมทั้งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดพิจิตร